jurgen-klopp11

สูตรความสำเร็จของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้เสกแชมป์แรกให้ ลิเวอร์พูล ในรอบ 30 ปี

Jurgen Klopp

นาทีนี้ ต้องบอกเลยว่า ลิเวอร์พูล คือทีมที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในวงการฟุตบอล หลังจากที่คว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ได้เป็นสมัยแรก

 และมันยังเป็นแชมป์ลีกสูงสุดหนแรกในรอบ 30 ปี ซึ่งเป็นสิ่งที่แฟนบอลรอคอยกันมาอย่างยาวนาน แถมในการคว้าแชมป์หนนี้ มันยังเป็นการขึ้นอันดับหนึ่งได้อย่างสุดยอด กับสถิติที่ยอดเยี่ยม

หลังจากซีซั่นที่แล้ว พวกเขาถูก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เอาชนะไปเพียงคะแนนเดียวอย่างน่าเจ็บใจ มาในหนนี้ พวกเขาผงาดคว้าแชมป์ด้วยการชนะ 28 เสมอ 2 และแพ้ไปเพียงนัดเดียวเท่านั้น

พร้อมกับยังทำแต้มห่างกับ “เรือใบสีฟ้า” ถึง 23 คะแนน ในจำนวนเกมที่เหลืออีกถึง 7 นัดด้วยกัน เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ พรีเมียร์ลีก ถ้านับกันด้วยเรื่องขอวจำนวนเกมที่เหลือ

และยังพิเศษตรงที่เป็นแชมป์ที่ช้าที่สุดเช่นกัน ถ้านับวันในปฏิทิน ด้วยปัญหาการล็อกดาวน์ จากการแพร่เชื้อของ โควิด-19 ทั่วโลก มันเป็นเอกลักษณ์ที่น่าจดจำไม่น้อย

และยังเป็นการคว้าแชมป์ของทีมใหญ่ ที่มีแฟนบอลมากมาย ซึ่งมาได้กันในยุคที่โซเชี่ยลมีเดียนั้นเฟื่องฟูแบบสุดๆ ทำให้เราจะเห็นการโพสต์มากมายจากบรรดาแฟนบอล, เพจกีฬา หรือแม้แต่แอคเคานท์ ที่ก็ไม่ได้เกี่ยวกับฟุตบอล ยังต้องมาเกาะกระแส ร่วมเฉลิมฉลองกับ ลิเวอร์พูล ไปด้วย

แฟน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือทีมอื่นๆ คงช้ำใจ และรู้สึกหมั่นไส้ไม่น้อย กับการที่ทัพ “หงส์แดง” เป็นแชมป์ในครั้งนี้ แต่ต้องยอมรับนะครับว่ามันสมควรเป็นของพวกเขาจริงๆ

การจะเป็นแชมป์ลีก ที่ต้องเล่นกันถึง 38 นัด สิ่งที่สำคัญคือความสม่ำเสมอ ซึ่ง ลิเวอร์พูล คือทีมๆ นั้น พวกเขาคงเส้นคงวามากที่สุดแล้ว

สูตรความสำเร็จของ เจอร์เก้น คล็อปป์ กับการเป็นแชมป์ในครั้งนี้

1.แท็กติกที่เหมาะสม

Jurgen Klopp22

การเล่นในสไตล์ของ ลิเวอร์พูล ยุคนี้ คือหนึ่งสิ่งที่ทำให้พวกเขา ประสบความสำเร็จในระดับสูงได้จริงๆ โดยเฉพาะในการเล่น พรีเมียร์ลีก อังกฤษ

เราจะเห็นได้เลยว่า ช่วงหลังๆ ทีมที่จะเป็นแชมป์ นั้นจะเป็นทีมที่บุกด้วยความเร็วสูง เล่นกันไม่กี่จังหวะ ก่อนที่จะส่งบอลเข้าสู่ก้นตาข่ายได้อย่างเฉียบคม

เวลาที่ “หงส์แดง” ต้องพบกับทีมในระดับบนๆ ด้วยกัน เราจะเห็นได้ชัดเจนว่าการทำประตูของพวกเขานั้น ใช้การบุกแค่ไม่กี่จังหวะ ซึ่งมันเป็นจุดชี้ตายที่ทำให้ทีมเก็บชัยชนะได้ ไม่นับการจ่ายบอลกันไปมาเพื่อตั้งเกมนะครับ

ช่วงเวลาที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เก็บ 100 คะแนนและคว้าแชมป์ เรามักจะพูดกันว่า จะมีใครกันนะ ที่จะสามารถปราบทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ได้ เพราะในตอนนั้น พวกเขาน่ากลัวเหลือเกิน

แต่ก็มี คล็อปป์ นี่แหละ ที่สามารถเอาชนะ แมนฯ ซิตี้ ได้ ด้วยเกมเร็ว เกมบีบของ ลิเวอร์พูล ในซีซั่นนี้ก็เช่นกัน ประตูที่ ลิเวอร์พูล ยิงได้ 2 ลูกแรก ทำให้พวกเขานำคู่แข่ง 2-0 อย่างรวดเร็วนั้น มาจากการเล่นแค่ไม่กี่จังหวะแล้วเป็นประตู

สกอร์ 2-0 ที่เอาขนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็เหมือนกัน ประตูที่ตอกย้ำชัยชนะ มันก็มาจากการขว้างบอลของ อลิสซง เบคเกอร์ ไปถึงแดนหน้า

คล็อปป์ ประสบความสำเร็จกับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ถึง 2 ซีซั่นติดต่อกัน มันชัดเจนว่าเพราะเหตุใด เขาถึงมาครองโทรฟี่ในเวทีฟุตบอลอังกฤษ ได้อีก

ถ้าใครได้ติดตามฟุตบอล บุนเดสลีกา เยอรมัน จะทราบกันดีว่านี่คือลีกที่สนุกไม่แพ้กับ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เลย ด้วยการที่เป็นลีกเน้นเกมบุกเหมือนกัน และค่อนข้างจะเล่นกันเร็วพอๆ กับลีกอังกฤษ ทำให้เป็นเรื่องไม่ยากนักที่ คล็อปปื จะนำสไตล์ของตัวเอง มาปรับใช้ในแดนผู้ดีได้

ทุกอย่างมันค่อนข้างจะลงตัวเป็นอย่างมาก ทีมอย่าง เลสเตอร์ ซิตี้ ในยุคของ เคลาดิโอ รานิเอรี่ ก็ใช้บอลไม่กี่จังหวะ เพื่อไปถึงประตู เชลซี ของ อันโตนิโอ คอนเต้ เองก็เช่นกัน

แมนฯ ซิตี้ ของ เป๊ป อาจจะดูว่าเป็นสไตล์จ่ายบอลกันไปมา ติกิ-ตาก้า แต่ถ้าดูจังหวะเข้าทำของพวกเขา จะเห็นได้ว่ามันรวดเร็วเอามากๆ นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จ คล็อปป์ เองก็เช่นกัน

และประกอบกับการมีเกมรับที่เหนียวแน่น ไม่ต้องห่วงเลยครับ ตามสูตรของทีมที่ชนะ คือต้องยิงได้ และไม่เสียประตู หรือเสียให้น้อยกว่ายิงได้ ซึ่ง คล็อปป์ ก็ทำแบบนั้น

2.ระยะเวลาในการฟูมฟัก

Jurgen Klopp34

 และก็เช่นกันว่าทุกๆ สโมสร ที่ได้แชมป์ ยิ่งช่วงหลังๆ ไม่มีแล้วนะครับ ที่จะสามารถประสบความสำเร็จด้วยการคว้าแชมป์ได้ในปีเดียว จะเหมือน เชลซี ในปีแรกของ โชเซ่ มูรินโญ่ ที่ซื้อนักเตะมาประเดิมเป็นแชมป์ นั้นมันไม่ใช่แล้ว

ต่อให้ตัวกุนซือ นั้นจะเข้ามาทำงานปีแรก แต่ตัวนักเตะ นั้นก็ต้องสั่งสมประสบการณ์อยู่ในลีกมาหลายปีเช่นกัน ปีแรกของ เป๊ป และ แมนฯ ซิตี้ ยุคใหม่ ก็โดนรับน้องซะรู้เรื่อง

คอนเต้ ในการก้าวมาเป็นกุนซือ เชลซี ก็มีผู้เล่นในทีมหลายต่อหลายคนที่สุกงอม ไม่ว่าจะเป็น วิลเลี่ยน, เชส ฟาเบรกาส, จอห์น เทอร์รี่, เอแด็น อาซาร์ และ ดีเอโก้ คอสต้า พร้อมบวกกับตัวใหม่ๆ อย่าง เอ็นโกโล่ ก็องเต้ (ซึ่งเพิ่งได้แชมป์กับ เลสเตอร์) และ มาร์กอส อลอนโซ่ เข้าทีม ทำให้ก้าวไปจนถึงแชมเปี้ยน

ลิเวอร์พูล เองก็เช่นกัน ซีซั่นนี้ พวกเขาไม่ได้ซื้อผู้เล่นใหม่ เพื่อเข้ามาเป็นนักเตะชุดตัวจริงเลยแม้แต่คนเดียว ที่ยืนเป็นตัวหลัก 11 คนในสนามนั้นล้วนเป็นผู้เล่นเก่าในทีมทั้งนั้น

แม้ว่า เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ จะเพิ่งอยู่กับทีมมาได้เพียง 2 ปีครึ่ง แต่เขาก็เล่นใน พรีเมียร์ลีก มาแล้วถึง 5 ปี 5 ซีซั่นด้วยกัน ประสบการณ์ล้นเหลือ

ถ้าไม่นับ ทาคุมิ มินามิโนะ จะมีที่อ่อนประสบการณ์เสียหน่อยก็เพียง ฟาบินโญ่, อลิสซง เบคเกอร์ และ นาบี เกอิต้า เท่านั้น ซึ่งแต่ละคนนั้นก็เข้าสู่ปีที่สองในการสวมเสื้อ เร้ด แมชชีน

ประสบการณ์ต่างๆ มันช่วยหล่อหลอมให้พวกเขาแข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็นการได้รองแชมป์ ทั้ง ลีก คัพ, ยูฟ่า ยูโรปาลีก ในปีแรกที่กุนซือชาวเยอรมันเข้ามา

การเป็นรองแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ด้วยการแพ้ เรอัล มาดริด และในซีซั่นที่แล้ว ที่มีแต้มน้อยกว่า แมนฯ ซิตี้ เพียง 1 คะแนน มันเห็นได้อย่างชัดเจนเลยครับ เพราะหลังจากที่พลาดท่า พวกเขาก็เอาคืนอย่างทันควัน ในปีถัดมา

ยิ่งในซีซั่นนี้ แฟนบอลมั่นใจเป็นอย่างมากว่าพวกเขาจะทำได้ เนื่องจากเห็นกันมาแล้วว่า หลังจากที่แพ้ มาดริด ในปีต่อมาก็มาเอา แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สำเร็จ ทำให้ภาพการลุ้นเอาคืน แมนฯ ซิตี้ นั้นเห็นได้อย่างชัด และมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ

เรียกได้ว่าความเจนเวที, การสุกงอมของผู้เล่น และประสบการณ์ความผิดหวัง มันหล่อหลอมให้พวกเขาประสบความสำเร็จในซีซั่นนี้

3.ปัญหาอาการบาดเจ็บ

Jurgen Klopp212

อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ทีมๆ หนึ่งจะประสบความสำเร็จในเกมลีกได้นั้น สิ่งที่สำคัญเลยคือเรื่องการบาดเจ็บ น้อยมากถึงมากที่สุด มันไม่มีหรอกที่ภายใน 20-30 คนในทีมจะไม่เจอกับอาการบาดเจ็บเลยนะครับ ปัญหาคือจะจัดการกับมันอย่างไร

บนความโชคดี บวกกับการเตรียมตัวที่ดีของ ลิเวอร์พูล ทำให้ซีซั่นนี้ นักเตะบาดเจ็บไม่ได้เรียงกันเป็นทีมพิการ ซึ่งก็เป็นแบบนั้นมาทุกๆ ปี และที่สำคัญคือก็ไม่ได้จับมือกันบาดเจ็บ

ปีนี้ อลิสซง เป็นผู้เล่นที่เจ็บหนักและยาวที่สุดในบรรดาตัวจริง ซึ่งก็ยังมี อาเดรียน มาทดแทน แม้ว่าจะได้ไม่เท่ากับ อลิสซง แต่ก็ไม่ได้แย่จนเกินไป

ช่วงที่ ซาดิโอ มาเน่ เจ็บ ก็มีคนอื่นที่เข้ามาทดแทน เกอิต้า, มินามิโนะ, ดิว็อก โอริกี้, อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ก็ยังช่วยทีมได้ แม้ว่าประสิทธิภาพจะไม่เทียบเท่า แต่ก็สามารถคว้าชัยชนะได้อยู่ดี

ขณะที่ แมนฯ ซิตี้ อายเมอริค ลาปอร์กต์ เจ็บหนัก จอห์น สโตน ก็พักบ้างเล่นได้บ้าง เซ็นเตอร์อื่นก็เหลือแค่ นิโกลาส โอตาเมนดี้ ซึ่งดันไม่สามารถแทนกันได้อีก แค่ตำแหน่งเดียวถ้ามันหายไปทั้งยวง มันก็ทำให้เสียแชมป์ได้เลยอย่างที่เห็น

แม้จะต้องลงสนามด้วยการกรำศึกหนักขนาดไหน ถ้าไม่เจ็บ ไม่กรอบ ก็ประสบความสำเร็จได้ อย่างที่เราเห็นกันว่า ลิเวอร์พูล ของ เจอร์เก้น คล็อปป์ มี 11 ผู้เล่นตัวจริงที่ลงสนามบ่อย และแทบไม่เปลี่ยนถ้าไม่จำเป็นจริงๆ

ลิเวอร์พูล นั้นพร้อมมากๆ ในซีซั่นนี้ นั่นคือ 3 จากหลายๆ ปัจจัย ที่เป็นกุญแจสู่ความสำเร็จของพวกเขา

เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สามารถอ่านข่าวสาร หรือบทความเพิ่มเติมได้ที่เว็บพันธมิตรของเราตามเว็บไซต์ด้านล่างนี้

 

เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สามารถอ่านข่าวสาร หรือบทความเพิ่มเติมได้ที่เว็บพันธมิตรของเราตามเว็บไซต์ด้านล่างนี